ส่งของจากญี่ปุ่นกลับไทย ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เคลียร์ทุกข้อสงสัย!

ถ้าพูดถึงเรื่องส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นหลายคนมักจะนึกถึงภาพการแพ็กกล่อง ส่งพัสดุ แล้วรอของมาถึงไทย แต่ในความเป็นจริง กระบวนการนี้มีรายละเอียดมากกว่านั้น โดยเฉพาะถ้าของที่ส่งไม่ใช่แค่ของชิ้นเล็กๆ แต่เป็นของจำนวนมาก หรือเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
คำถามที่เจอบ่อยมากคือ
“ต้องเตรียมเอกสารอะไรไหม?”
“ของแบบนี้ต้องเสียภาษีหรือเปล่า?”
“ถ้าดิวตรงกับโรงงานญี่ปุ่น ต้องทำยังไง?”
บทความนี้จะพาไล่ตอบทุกข้อที่คาใจ สำหรับคนที่กำลังวางแผนส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นแบบค่อยเป็นค่อยไป ให้เข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อนค่ะ
ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่าเรากำลัง “ส่งของแบบไหน”
การส่งของจากญี่ปุ่นกลับไทย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละแบบใช้การเตรียมตัวไม่เหมือนกัน
1. ของใช้ส่วนตัว / ของชิ้นเล็ก เช่น เสื้อผ้า หนังสือ ของสะสม ของฝาก ของย้ายบ้าน
กลุ่มนี้มักใช้การส่งแบบพัสดุทั่วไป เอกสารไม่ซับซ้อนมาก ขอแค่รู้ว่าเป็นของใช้ส่วนตัว ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ การส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นนลักษณะนี้จึงค่อนข้างง่ายค่ะ
2. สินค้าเชิงธุรกิจ / สินค้าปริมาณมาก เช่น เสื้อผ้าเพื่อขาย เครื่องสำอาง ขนม วัตถุดิบ ร้านอาหาร หรือของที่ส่งระดับลังใหญ่–ตู้คอนเทนเนอร์
กลุ่มนี้จะเริ่มมีเรื่อง “การสำแดงสินค้า” และ “ภาษี/อากร” เข้ามาเกี่ยวข้องเข้ามา
ต้องเตรียมอะไรบ้าง ถ้าเป็นการสั่งจากเว็บญี่ปุ่น
ถ้าคุณสั่งของจากเว็บญี่ปุ่นทั่วไป สิ่งที่ต้องเตรียมจริงๆ มีไม่เยอะ
- ลิงก์สินค้า (URL)
- รายละเอียดสินค้า เช่น ชื่อ รุ่น ขนาด จำนวน
- แจ้งวัตถุประสงค์คร่าว ๆ ว่าเป็นของใช้เองหรือเพื่อขาย
แค่นี้ ทีมงานของ SALMON EXPRESS ก็สามารถตรวจสอบต่อได้แล้ว ว่าสินค้าเข้าข่าย “สินค้าทั่วไป” หรือ “สินค้ากลุ่มพิเศษ” และต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติมหรือไม่
แล้วถ้าเป็นการดิวตรงกับโรงงานญี่ปุ่นล่ะ?
กรณีนี้จะละเอียดขึ้นนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องการส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นเพื่อทำธุรกิจ สิ่งที่ควรเตรียมเพิ่ม ได้แก่
- รายละเอียดสินค้าอย่างชัดเจน (ใช้ทำอะไร ผลิตจากอะไร)
- รูปสินค้า หรือสเปกสินค้า
- ปริมาณที่นำเข้า
- เอกสารจากโรงงาน (ถ้ามี)
เหตุผลที่ต้องละเอียด เพราะสินค้าบางประเภท เข้าข่ายกลุ่มพิเศษ เช่น เครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ วัตถุดิบ หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เลยทำให้ของในกลุ่มนี้อาจต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม หรือใช้ข้อมูลไปประเมินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำเข้า
สินค้าทั่วไป vs สินค้ากลุ่มพิเศษ ต่างกันยังไง?

ก่อนจะส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ควรรู้ คือ สินค้าของเราอยู่ในกลุ่มไหนเพราะตรงนี้มีผลโดยตรงกับขั้นตอนนำเข้า เอกสาร และภาษีที่ต้องเตรียมค่ะ
สินค้าทั่วไป
เช่น เสื้อผ้า ของใช้ในบ้าน ของตกแต่ง ฟิกเกอร์ ของสะสม หรือของฝากต่างๆ สินค้ากลุ่มนี้ถือว่าเป็นของที่ “ไม่อ่อนไหว” ต่อกฎหมายหรือข้อกำหนดพิเศษ ส่วนใหญ่ศุลกากรจะพิจารณาจากแค่ 2 ข้อนี้เป็นหลัก
- มูลค่าสินค้า
- ประเภทสินค้า
เพื่อนำไปคำนวณภาษีและดำเนินพิธีการนำเข้า ทำให้ขั้นตอนจึงค่อนข้างง่าย ไม่ต้องใช้เอกสารซับซ้อน เหมาะกับคนที่สั่งมาใช้เอง หรือขายในปริมาณไม่มาก
สินค้ากลุ่มพิเศษ
เช่น อาหาร เครื่องสำอาง วัตถุดิบร้านอาหาร อาหารเสริม เครื่องดื่ม หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ สินค้ากลุ่มนี้จะถูกตรวจสอบมากกว่าสินค้าทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภค และกฎหมายเฉพาะด้าน
มักต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น
- ส่วนประกอบของสินค้า
- วิธีการผลิต
- เอกสารรับรองจากผู้ผลิต
- ใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ในบางกรณี)
เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินได้ว่าสินค้าสามารถนำเข้าได้หรือไม่ และต้องผ่านขั้นตอนใดบ้างก่อนถึงมือผู้รับ
ไม่ใช่ว่าสินค้ากลุ่มพิเศษ จะยุ่งยากเสมอไป แต่ถ้ารู้ตั้งแต่ต้นว่าสินค้าของเราอยู่กลุ่มไหน ก็จะสามารถเตรียมตัว เตรียมเอกสาร และวางแผนต้นทุนได้ง่ายขึ้นมาก
อีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนอาจยังไม่รู้ คือ ในบางกรณีสามารถยื่น “แบบฟอร์มพิเศษ” เพื่อขอพิจารณาละเว้นหรือผ่อนผันบางขั้นตอนได้ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นของใช้ส่วนตัว ไม่ได้นำเข้าเพื่อการค้า หรือมีปริมาณไม่มาก
แบบฟอร์มลักษณะนี้จะใช้สำหรับชี้แจงวัตถุประสงค์การนำเข้า แหล่งที่มาของสินค้า และการใช้งานจริง เพื่อให้เจ้าหน้าที่พิจารณาเป็นกรณีไป ซึ่งหากข้อมูลครบถ้วนและเข้าเงื่อนไข ก็อาจช่วยลดขั้นตอน ลดเอกสาร หรือประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วนได้
ทำไมหลายคนเลือกใช้บริการครบวงจร
จริง ๆ แล้ว เหตุผลค่อนข้างตรงไปตรงมามากค่ะ…เพราะไม่อยากพลาด บริการแบบครบวงจรจะช่วยดูแลตั้งแต่
- ตรวจสอบสินค้า
- ประเมินประเภทและขั้นตอน
- แนะนำเอกสารที่ต้องใช้
- จัดการขนส่ง
- ดูแลจนของถึงหน้าบ้าน
อย่าง SALMON EXPRESS จะทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยนำเข้า ช่วยแปล ช่วยประสานงาน และบอกคุณตรง ๆ ว่า “ของแบบนี้ต้องเตรียมอะไรเพิ่มไหม” แทนที่จะปล่อยให้คุณเดาเอง โดยเรามีให้เลือกทั้งขนส่งทางเครื่องบินและทางเรือ ตามความเหมาะสมของสินค้า
- ขนส่งทางเครื่องบิน เริ่มต้นประมาณ 690 บาท/กก. ใช้เวลา 5–7 วัน หลังวันปิดรอบ เหมาะกับของที่อยากได้ไว
- ขนส่งทางเรือ เริ่มต้นประมาณ 250 บาท/กก. ใช้เวลา 3–5 สัปดาห์ เหมาะกับการส่งของจำนวนมากหรือเน้นประหยัดต้นทุน
หากไม่แน่ใจว่าสินค้าควรส่งแบบไหน สามารถสอบถามเราได้ตลอด เพื่อให้การส่งของของคุณราบรื่นและสบายใจตั้งแต่ครั้งแรกค่ะ
ติดต่อส่งของกลับไทยจากญี่ปุ่นกับเราได้ที่
LINE : @salmon_express


